สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิ
Office of the Provincial Election Commission of chaiyaphum


 
 
แจ้งเบาะแสทุจริตเลือกตั้ง
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
ลูกเสืออาสา กกต.
เครื่องลงคะแนนอิเลคทรอนิกต้นแบบ
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
ห้องสมุดดิจิทัลคิดดี
 
 

ประวัติพรรคการเมืองโลก

ประวัติพรรคการเมือง

วิวัฒนาการของพรรคการเมืองที่เริ่มมีมาก่อนสมัยกลาง คือ สมัยกรีกโรมัน โดยเมื่อเกิดมีประเทศขึ้นและมีรัฐปกครองรัฐนั้นจึงเรียกว่ารัฐแห่งนคร” (City State) ต่อมาประเทศเป็นรูปของจักรวรรดิรัฐเรียกว่ารัฐจักรวรรดิ” (Empire State) ในสมัยกลางรัฐจักรวรรดิได้ล่มสลายไปกลายเป็นรูปใหม่เรียกว่ารัฐศักดินา” (Feudal State) และต่อมาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ประเทศเปลี่ยนรูปไปเป็นชาติหรือประชาประชาติรัฐจึงเปลี่ยนรูปไปเป็นรัฐประชาชาติ” (National State) หรือรัฐแห่งชาติ” (State of Nation) อำนาจใน              การปกครองของประเทศนั้นเรียกว่าอำนาจแห่งรัฐ” (Power of State) เป็นอำนาจสูงสุดเรียกว่าอำนาจอธิปไตย” (Sovereign Power) อำนาจชนิดนี้ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ถือว่าเป็นอำนาจของประชาชน จึงเรียกว่าอำนาจอธิปไตยของปวงชน” (Sovereignty of The People) หรือจะเรียกว่าระบอบประชาธิปไตย” (Democratic Regime) ก็ได้เพราะคือสิ่งเดียวกันแต่ในสมัยกลางและสมัยโบราณอำนาจชนิดนี้เรียกว่ากฤษฎาธิปไตย” (Suzerainty)

รัฐเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมต้องมีผู้ที่เข้าไปยึดกุมกลไกและอำนาจต่างๆ เพื่อใช้ในการปกครองประเทศ คณะบุคคลที่เข้าไปยึดกุมนี้เรียกว่าพรรคการเมืองเพียงแต่ว่าแต่ก่อนไม่ได้เรียกว่า พรรคการเมืองเท่านั้น เช่น สมัยกลางผู้ที่เข้าไปยึดกุมเป็นราชวงศ์ เรียกว่าพระราชวงศ์ซึ่งไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็ล้วนแต่มีพระราชวงศ์ โดยเนื้อแท้ก็คือพรรคการเมืองนั่นเองเพราะว่าเป็นผู้ที่ยึดกุมอำนาจแห่งรัฐ ราชวงศ์หนึ่งก็เท่ากับพรรคหนึ่งและบางครั้งในราชวงศ์เดียวกันนั้นอาจมีหลายๆ กลุ่ม  หลายพวกต่อสู้กันเพื่อเข้าไปกุมอำนาจในกลไกแห่งรัฐ เพราะว่าอำนาจแห่งรัฐและกลไกแห่งรัฐนี้เป็นของกลางใครจะเข้าไปยึดกุมก็ได้แล้วแต่ใครจะสามารถ ในประวัติศาสตร์เป็นอย่างนี้มาเป็นลำดับจนถึงยุคสมัยใหม่จึงมีคำว่า “พรรคการเมือง” เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 กว่าปีมานี้เองและแบบใหม่นี้ ก็คือการต่อสู้กันด้วยเหตุผลและมีกติกาเรียกว่าวิถีทางประชาธิปไตย (Democratic way) มีการตั้งพรรคขึ้นแล้วก็ต่อสู้กันแบบประชาธิปไตยแต่ถ้าผิดกติกาหรือไม่เป็นประชาธิปไตยก็จะมีการต่อสู้ในรูปอื่นๆ เพิ่มขึ้น คือการทำรัฐประหารและทำสงครามกลางเมือง เป็นต้น

แนวคิดต่อมาคือ พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่อยู่เหนือรัฐ พรรคการเมืองคือผู้ที่จะเข้าไปยึดครองรัฐถ้าเข้าไปยึดอำนาจรัฐได้ก็จะมีสถานะอยู่เหนือรัฐอย่างเด็ดขาดแต่ถ้ายังเข้าไปควบคุมไม่ได้เพียงแต่มีความมุ่งหมายที่จะเข้าไปคุมอำนาจรัฐก็อยู่เหนือรัฐทั้งสิ้น เพราะการจะเข้าไปยึดอำนาจรัฐและกลไกรัฐมาไว้ภายใต้อำนาจตนนั้นเป็นสิ่งที่เหนือรัฐตามทฤษฎีอำนาจเหนือรัฐที่แท้จริงแต่มีบางพรรคไม่ถือหลักถือเกณฑ์ตามวิถีทางประชาธิปไตย โดยต้องการเข้าไปยึดอำนาจเพียงพรรคเดียวไม่ยอมให้พรรคอื่น พวกอื่นเข้ามามีส่วนในอำนาจรัฐด้วย จึงได้ใช้วิธีการที่เอาเปรียบคือใช้กฎหมายต่างๆ เป็นเครื่องมือโดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองมาบังคับพรรคการเมือง โดยมีความมุ่งหมายเพื่อที่จะให้พรรคพวกฝ่ายตนได้ยึดครองอำนาจไว้ตลอดไปแล้วก็กีดกันขัดขวางไม่ให้พรรคอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้ามาใช้อำนาจรัฐวิธีการอย่างนี้ในสมัยนี้เรียกว่าวิธีการเผด็จการตามธรรมดาแล้วพรรคการเมืองไม่มีกฎหมายบังคับจะพัฒนาเติบโตเจริญขึ้นมาตามสภาพของตนเอง แล้วแต่ว่ากลุ่มไหนคณะไหนจะมีความสามารถทำให้ประชาชนสนับสนุนซึ่งเป็นไปตามวิถีทางที่ถูกต้องเป็นไปตามหลักตามเกณฑ์และความยุติธรรม โดยแนวคิดแล้วกฎหมายนั้นไม่สามารถที่จะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองได้เพราะว่ากฎหมายเป็นเรื่องของรัฐไม่ใช่เรื่องของพรรคและเมื่อพรรคอยู่เหนือรัฐ พรรคจึงอยู่เหนือกฎหมาย กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือของรัฐเท่านั้น

สรุปสาระสำคัญโดยแนวคิดของพรรคการเมือง (Political Party) ข้างต้นก็คือ กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่ยึดกุมอำนาจรัฐหรือมีความมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ายึดกุมอำนาจรัฐจะมีรูปหรือชื่อเรียกและมีที่มาอย่างไรขึ้นอยู่กับรูปของกลุ่มของคณะนั้นซึ่งอาจจะไม่เรียกว่าพรรคก็ได้ ถ้ามีความมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ากุมอำนาจรัฐแล้วก็ได้ชื่อว่ามีลักษณะเป็นพรรคการเมืองทั้งนั้น เช่น การปฏิวัติยึดอำนาจรัฐโดยกลุ่มของทหาร กลุ่มปฏิวัติก็เรียกได้ว่าเป็นพรรคทหารซึ่งก็หมายถึงพรรคการเมืองนั่นเอง คือพรรคการเมืองอาชีพทหารส่วนจะเข้ามากุมอำนาจรัฐตามวิถีทางประชาธิปไตยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พรรคการเมืองมิใช่พึ่งจะเกิดขึ้นในปัจจุบันแต่พรรคการเมืองเกิดมาตั้งแต่สมัยโบราณพร้อมกับรัฐเมื่อมีรัฐก็มีพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ถ้าประเทศมีรัฐปกครองประเทศก็ต้องมีพรรคการเมืองตั้งแต่ยุคโบราณมา ฉะนั้น พรรคการเมืองจึงเป็นของคู่กับรัฐ


 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 18
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 290,282