สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย
Office of Chiangrai Election Commission


 
 
ราชกิจจานุเบกษา
ตรวจสอบการยกเลิกการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด
ตรวจสอบข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง
แจ้งเบาะแสทุจริตการเลือกตั้ง
ศูนย์รับร้องเรียน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย
สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง
ห้องสมุดและนิทรรศการประชาธิปไตย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
คู่มือท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย
 
 

การตรวจติดตามสาขาพรรคการเมือง


 > พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้คำจำกัดความว่า " พรรคการเมือง " หมายความว่า คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้ง โดยได้รับการจัดแจ้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อสร้างเจตนารมย์ทางการเมืองของประชาชนตามวิ๔ทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่จะส่งสมาชิกรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง
 
 
> ส่วนความหมายของนักวิชาการทางรัฐศาสตร?ได้ให้ความเห็นว่า พรรคการเมือง หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน หรือมีความคิดเห็นในนโยบายทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในหลักการใหญ่ๆ ตรงกัน หรือมีผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน มารวมกันดำเนินกิจการทางการเมือง โดยมีจุดหมายสำคัญในการที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ
 
 
     โดยทั่วไปแล้ว พรรคการเมืองจะมีอิทธิพลต่อการกระทำหน้าที่ของระบบการเมืองและในทางกลับกัน ระบบการเมืองก็มีอิทธฺพลต่อการกระทำหน้าที่ของพรรคการเมือง
 
 
> คำจำกัดความ คำว่าพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 และความหมายตามแนวความคิดทางรัฐศาสตร์ข้างต้นอาจสรุปได้ว่า พรรคการเมืองมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
(1) เป็นการรวมตัวของคณะบุคคลซึ่งมีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน เพื่อแสดงเจตนารมย์ทางการเมือง
(2) มีการจดแจ้งจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยต้องมีการกำหนดนโยบายและข้อบังคับพรรคและดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่กำหนด
(3) มีเป้าหมายที่สำคัญในการสรรหาและคัดเลือกสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร 
 
   
> ผู้ที่จะรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง จะต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติซึ่งได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้จัดตั้งพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ตามกฎหมายพรรคการเมือง มีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนขึ้นไป โดยยื่นจดแจ้งการจัดตั้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
   
 
 
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
 
 
1. บทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย : เมื่อได้รับจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองแล้ว พรรคการเมืองนั้นจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินกิจการของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนี้ 
 
(1) ให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไปและจัดตั้งสาขาอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับการจัดแจ้งจัดตั้ง
(2) จัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
(3) แจ้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการสาขาพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
(4) จัดทำทะเบียนสมาชิกให้ตรงตามความเป็นจริงและแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงภายในวันที่เจ็ดของทุกสามเดือน และให้สรุปยอดจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเดือนมกราคมของทุกปี
(5) จัดทำรายงานดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในนอบปีปฏิทินที่ผ่านมาให้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดและแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
(6) หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันตับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง วันพ้นจากตำแหน่งและวันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือถูกยุบ
(7) จัดทำบัญชีของพรรคให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและต้องปิดบัญชีเป็นประจำทุกปีในวันสิ้นปีปฏิทิน พร้อมทั้งต้องจัดทำงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองแล้ว เสนอที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองภายในเดือนเมษายน และต้องส่งงบการเงินซึ่งที่ประชุมใหญ่อนุมัติแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองพร้อมสำเนาบัญชีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่พรรคอนุมัติ
(8) จัดทำหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคและประกาศรายชื่อและจำนวนเงินที่ได้รับบริจาค พร้อมจัดส่งประกาศให้นายทะเบียนและนำส่งเข้าบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค รวมทั้งต้องนำเงินที่ได้รับบริจาคไปฝากธนาคารพาณิชย์ในบัญชีของพรรคการเมืองและส่งสำเนาบัญชีเงินฝากแก่นายทะเบียนพรรคการเมือง
(9) พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองจะต้องยื่นโครงการและแผนงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอรับการจัดสรรเงินจากกองทุนฯในรอบปีถัดไป และต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคม 
(10) พิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบสัดส่วน
(11) ให้รายงานรายได้ที่หาได้และกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่จัดกิจกรรม 
(12) ควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ให้เกินวงเงินที่นายทะเบียนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และต้องจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง 
(13) พรรคการเมืองที่สิ้นสภาพ เลิก หรือยุบ (นอกจากกรณีการยุบไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น) ต้องส่งบัญชีและงบดุล รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินของพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สิ้นสภาพ เลิกหรือยุบ 
 
2. บทบาทหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ  : นอกเหนือจากหน้าที่ที่พรรคการเมืองต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายแล้วพรรคการเมืองในฐานะสถาบันหลักทางการเมือง ยังควรมีหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข็มแข็งของระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อย 10 ประการ ได้แก่
 
(1) หน้าที่ในการให้ความรู้และเสริมสร้างทัศนคติทางการเมือง
(2) หน้าที่ในการรับและสรรหาบุคคลเข้าเป็นสมาชิกพรรค
(3) หน้าที่ในการส่งเสริมและกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง 
(4) หน้าที่ในการเป็นตัวแทนรับฟังปัญหาความเดือดร้อย ตลอดจนความต้องการของประชาชน 
(5) หน้าทีในการเสนอทางเลือกให้กับประชาชนโดยกำหนดเป็นนโยบายของพรรค 
(6) หน้าที่ในการสร้างและพัฒนาผู้นำทางการเมือง 
(7) หน้าที่ในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น 
(8) หน้าที่ในการสนับสนุนตรวจสอบและติดตามการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
(9) หน้าที่ในการพัฒนา และยกระดับมาตราฐานของพรรคการเมืองและนักการเมืองให้มีคุณภาพและคุณธรรมเพื่อเป็นสถาบันหลักทางการเมือง
(10) หน้าที่ในการเป็นสื่อกลางและสร้างความสามัคคีของคนในชาติ
กองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองเป็นรูปแบบหนึ่งของการสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ ซึ่งเกิดจากความคิดและเจตนารมย์ที่อยากให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาการเมืองการปกครอง จากแนวความคิดและเจตารมย์ข้างต้น จึงได้นำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์ทางด้านการเงินที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้เหมาสมยิ่งขึ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายในการสนับสนุนพรรคการเมือง และการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการพัฒนาพรรคการเมืองตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
 
รายได้ของกองทุน
(1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่าย
(2) เงินที่ได้รับมาจากสรรพากรตามมาตร 58 (เงินที่ผู้เสียภาษีบริจาคให้แก่พรรคการเมืองได้หนึ่งพรรคการเมืองปีละหนึ่งร้อยบาท)
(3) เงินสนับสนุนสมทบจากรัฐตามมาตรา 76 ( ร้อยละ 5 ของจำนวนเงินบริจาคทั้งหมดที่กรมสรรพากรได้รับจากผู้เสียภาษี)
(4) เงินค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(5) เงินค่าปรับตามกฎหมายพรรคการเมือง
(6) เงินหรือทรัพย์สินที่พรรคการเมืองได้รับโดยฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง
(7) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 96 ( การชำระบัญชีของพรรคการเมืองที่เลิกหรือยุบ เมื่อหักหนี้สินและค่าใช้จ่ายแล้วยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ให้ทรัพย์ที่เหลือนั้นตกเป็นของกองทุน)
(8) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน
(9) เงินดอกผลของกองทุน
(10) เงินรายรับอื่น
 
 
 


 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 296
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 497,673