สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น
Office of the Khonkaen Province Election Commission


 
 
ร่วมลงนามถวายพระพร
ขอนแก่นลิงค์
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สนง.กกต.จว.
จังหวัดขอนแก่น
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
เครื่องลงคะแนน
ราชกิจจานุเบกษา
สหกรณ์ออมทรัพย์องค์กรอิสระ จำกัด
ห้องสมุดกฎหมายเลือกตั้ง
สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง
กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย
ตรวจสอบข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง
แจ้งเบาะแสทุจริตการเลือกตั้ง
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กกต.
ศูนย์ตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่น
ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
 
 

ที่มาของ ส.ส.

เลือกตั้ง ส.ส. กลไกสำคัญสู่วิถีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

          ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
คำว่า “ประชาธิปไตย” แปลว่า “ประชาชนเป็นใหญ่”  คือ การที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตย
หรือมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  แต่ประชาชนทั้ง 64 ล้านคน จะเข้าไปปกครอง
บริหารประเทศทั้งหมดด้วยตนเองย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ตัวแทน
ที่ตนเลือกเพื่อให้ไปทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติและด้านการบริหารแทนประชาชน ดังนั้น จึงมีการ
เลือกตั้ง ส.ส. ให้ทำหน้าที่แทนประชาชน ดังนี้

หน้าที่ ของ ส.ส.

          1. พิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าไปบริหารประเทศ
          2.
พิจารณาออกกฎหมาย 
          3. 
ควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติ อภิปรายทั่วไป อภิปราย
ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลหรือคณะ 
          4.
ควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยการพิจารณาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นธรรมเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ 
          5. 
เป็นปากเสียงของประชาชน นำปัญหาของประชาชนเสนอให้รัฐบาลแก้ไข

ที่มาของ ส.ส.

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 กำหนดให้มี ส.ส. จำนวน 500 คน มาจาก
การเลือกตั้ง 2 แบบ ได้แก่ 
                    1. ส.ส.แบบแบ่งเขต        จำนวน 375 คน 
                    2. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ   จำนวน 125 คน

  
ส.ส. แบบแบ่งเขต 
 
          ส.ส.แบบแบ่งเขต คือ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง โดยการแบ่งเขตเลือกตั้งประเทศออกเป็น 375 เขต 

          การคำนวณจำนวน ส.ส.
               โดยการคำนวณราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ที่ประกาศปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วย
จำนวน ส.ส. 375 คน 
               เช่น ราษฎรทั้งประเทศ จำนวน 63,878,267 ล้านคน หารด้วย 375 ก็จะได้ค่าเฉลี่ยราษฎร 170,342 คน ต่อ ส.ส. 1 คน 
               หลักการนี้มาจากเหตุผลที่ว่า แต่ละเขตเลือกตั้งควรมี ส.ส. จำนวนเท่าเทียมกัน โดยประชาชนหนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน
มีความ เสมอภาคกัน ไม่ว่าจะมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ใด หรือจะยากดีมีจน ก็มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน 

          การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต
          การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ให้ทำเครื่องหมาย x กากบาทเลือกได้เพียงเบอร์เดียว ดังที่เรียกว่า
“เขตเดียว เบอร์เดียว”

   ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 

          ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อ โดยพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบ
บัญชีรายชื่อ จะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับจำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ รายชื่อใครจะอยู่ลำดับใดนั้น
ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะดำเนินการ การเลือกตั้งแบบนี้ถือประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบ
บัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีจำนวน 125 คน 
          
          การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
          การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้ทำเครื่องหมาย x กากบาท เลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
เพียงพรรคเดียว ได้เพียงหมายเลขเดียว หรือเบอร์เดียว นั่นก็หมายถึง ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตัดสินใจ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
ในสังกัดของพรรคการเมืองที่ชื่นชอบนั่นเอง ส่วนที่ว่าพรรคใดจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวนเท่าใดก็ขึ้นกับว่าพรรคนั้น ๆ
จะได้รับคะแนนเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด โดยผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งต้องมาจากบัญชีรายชื่อเรียงตามลำดับจนกว่าจะครบจำนวน
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้รับ โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้


          วิธีคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกตั้ง 
               1. นำจำนวนคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองทุกพรรคมารวมกัน 
               2.
ผลลัพธ์ตามข้อ 1 หารด้วยจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน 
               3. 
ผลลัพธ์ตามข้อ 2 ไปหารคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ก็จะได้จำนวน ส.ส.แบบ
บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
               4.
ตามข้อ 3 ถ้ายังได้ไม่ครบ 125 คน ให้ดูว่าพรรคการเมืองใดมีเศษเหลือมากที่สุด และไล่พรรคการเมืองที่มีเศษ
รองลงไปเรื่อย ๆ จนครบ 125 คน


 
 
          ตัวอย่าง สมมุติว่ามีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ รวม 8 พรรค มีคะแนนรวมทั้งประเทศ เท่ากับ 30,450,000
คะแนน จะสามารถคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ได้ดังนี้ 

               1. รวมคะแนนทุกพรรค 30,450,000 คะแนน
               2.
คะแนนเฉลี่ย ต่อ ส.ส. 1 คน คือ คะแนนรวมทุกพรรคในเขต หารด้วย 125  กรณีนี้คือ 30,450,000 คะแนน หารด้วย
125 เท่ากับ 243,600 คะแนน
 
 

               3. คะแนนรวมของแต่ละพรรคหารด้วยคะแนนเฉลี่ย ผลที่ได้คือ จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น ๆ
หากคำนวณแล้ว ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ครบ 125 คน ให้นำเศษของคะแนนในแต่ละพรรคการเมืองที่ได้มาจัดลำดับจนครบ 
         

ที่
พรรคการเมือง
ได้คะแนน
จำนวน ส.ส.
จากการคำนวณ
ครั้งแรก
เหลือเศษ
จำนวน ส.ส.
ที่ได้เพิ่มจากการคำนวณ
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น
1
พรรค ก.
12,600,000
51
.7241380
1
52
2
พรรค ข.
8,450,000
34
.6880130
1
35
3
พรรค ค.
2,900,000
11
.9047620
1
12
4
พรรค ง.
2,800,000
11
.4942530
1
12
5
พรรค จ.
1,550,000
6
.3628900
-
6
6
พรรค ฉ.
1,550,000
6
.3628900
-
6
7
พรรค ช.
300,000
1
.2315271
-
1
8
พรรค ซ.
300,000
1
.2315271
-
1
รวม
30,450,000
121
-
4
125
                                   
หมายเหตุ  ผลการคำนวณครั้งแรกได้ ส.ส. 121 คน เหลือ ส.ส. อีก 4 คน จะมาจาก 4 พรรค ที่ได้คะแนนเหลือเศษมากที่สุด คือ 
                พรรค ค, ก, ข, และ ง ตามลำดับ


 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 89
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 113,303