สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา
Office of Songkhla Province Election Commission


 
 
 
 

กระบวนการเลือกตั้ง


 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ความสำคัญในการเลือกตั้ง ส.ส.

          การเลือกตั้ง ส.ส.คือการเลือกบุคคลตามความต้องการสู่กระบวนการทางการเมืองและสร้างความชอบธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้บุคคลที่ดีมีความสามารถได้เข้าไปทำงานทางการเมือง โดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
          การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ของประชาชน จึงมีความสำคัญเนื่องจากเสียงของประชาชนนั้นจะเป็นการตัดสินใจคัดเลือกคนดีมีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจึงควรออกไปใช้สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญที่ได้ให้อำนาจและหน้าที่ไว้เพื่อประเทศชาติ 
         

บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.

              
1.   เสนอและพิจารณาบัญญัติกฎหมาย
               2.   พิจารณาอนุมัติงบประมาณ
               3.   ลงมติเลือก ส.ส.ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
               4.   ตรวจสอบการทำงานของคณะรัฐมนตรี 
               5.   เป็นกรรมาธิการคณะต่าง ๆ
               6.   รวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ เสนอต่อรัฐบาล
               7. ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา และหน้าที่อื่นตามกฎหมาย

 

     ที่มาของ ส.ส. 

 ส.ส. แบบแบ่งเขต

          ส.ส.แบบแบ่งเขต คือ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งโดยการแบ่งเขตเลือกตั้งประเทศออกเป็น 375 เขต เกิดจากการคำนวณราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ที่ประกาศปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส. 375 คน เช่น ราษฎรทั้งประเทศ จำนวน 63,878,267 ล้านคน หารด้วย 375 ก็จะได้ค่าเฉลี่ยราษฎร 170,342 คน ต่อ ส.ส. 1 คน หลักการนี้มาจากเหตุผลที่ว่า แต่ละเขตเลือกตั้งควรมี ส.ส. จำนวนเท่าเทียมกันโดยประชาชนหนึ่งคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน มีความ เสมอภาคกัน ไม่ว่าจะมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ใด หรือจะยากดีมีจน เป็นชาวไร่ ชาวนา หรือเศรษฐีก็มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตให้ทำเครื่องหมาย x กากบาทเลือกได้เพียงหมายเลขเดียวหรือเบอร์เดียว ดังที่เรียกว่า “เขตเดียว เบอร์เดียว”

ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ  
          ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อ โดยพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับจำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ รายชื่อใครจะอยู่ลำดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะดำเนินการ การเลือกตั้งแบบนี้ถือประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน
           การลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้ทำเครื่องหมาย x กากบาท เลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียว ได้เพียงหมายเลขเดียว หรือเบอร์เดียว นั่นก็หมายถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตัดสินใจ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในสังกัดของพรรคการเมืองที่ชื่นชอบนั่นเอง ส่วนที่ว่าพรรคใดจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวนเท่าใดก็ขึ้นกับว่าพรรคนั้นๆ จะได้รับคะแนนเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด โดยผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งต้องมาจากบัญชีรายชื่อเรียงตามลำดับจนกว่าจะครบจำนวน

การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกตั้ง
1.      นำจำนวนคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนน ให้แก่พรรคการเมืองทุกพรรคมารวมกัน
2.      ผลลัพธ์ตามข้อ 1 หารด้วยจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน
3.      ผลลัพธ์ตามข้อ 2 ไปหารคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ก็จะได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
4.      ตามข้อ 3 ถ้ายังไม่ได้ครบ 125 คนให้ดูว่าพรรคการเมืองใดมีเศษเหลือมากที่สุดไล่ไปพรรคการเมืองที่มีเศษรองลงไปเรื่อยๆจนครบ 125 คน
 
          สมมุติว่ามีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ รวม 8 พรรค มีคะแนนรวมทั้งประเทศ ดังนี้ 
ที่
พรรคการเมือง
ได้คะแนน
จำนวน ส.ส. จากการ
คำนวณครั้งแรก
เหลือเศษ
จำนวน ส.ส. ที่ได้เพิ่ม
จากการคำนวณ
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น
1
2
3
4
5
6
7
8
พรรค ก.
พรรค ข.
พรรค ค.
พรรค ง.
พรรค จ.
พรรค ฉ.
พรรค ช.
พรรค ซ.
12,600,000  
8,450,000  
2,900,000  
2,800,000  
1,550,000  
1,550,000  
300,000  
150,000  
51
34
11
11
6
6
1
-
0.980
0.859
0.963
0.551
0.394
0.394
0.237
0.618 
1
1
1
1
-
-
-
1
52
35
12
12
6
6
1
1
รวม  
120
-
5
125
 หมายเหตุ  ผลการคำนวณครั้งแรกได้ ส.ส. 120 คน ดังนั้น จำนวน ส.ส. อีก 5 คนที่เหลือ จะมาจาก 5 พรรค
               การเมืองที่ได้คะแนนเหลือเศษมากที่สุด พรรคละ 1 คน ไล่เรียงตามลำดับคือ พรรค ก. พรรค ค.  พรรค ข.  พรรค ซ และ พรรค ง.
 
      โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้
1.      รวมคะแนนทุกพรรค 30,300,000 คะแนน
2.      คะแนนเฉลี่ย ต่อ ส.ส. 1 คน คือ คะแนนรวมทุกพรรค หารด้วย 125 กรณีนี้คือ 30,300,000 คะแนน
หารด้วย 125 เท่ากับ 242,400 คะแนน
3.      คะแนนรวมของแต่ละพรรคหารด้วยคะแนนเฉลี่ย ผลที่ได้คือจำนวน ส.ส. ของพรรคในเขตนั้นๆ หากคำนวณแล้วได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ครบ 125 คน ให้นำเศษของคะแนนในแต่ละพรรคการเมืองที่ได้มาจัดลำดับจนครบ
 
          ตัวอย่าง : พรรค ก. ได้คะแนน 12,600,000 คะแนน หารด้วย 242,400 คะแนน ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 51.980 ก็จะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 51 คน เหลือเศษ .980 คะแนน

การเลือกตั้ง ส.ส.จะมีขึ้นเมื่อใด
       

กรณีเลือกตั้ง
ภายในระยะเวลา
หมายเหตุ
ครบวาระ
45 วัน
นับแต่วันครบวาระ
ยุบสภา
45-60 วัน
นับแต่วันยุบสภา
กรณีอื่น ๆ
45 วัน
นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง
 


 ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
       

1.      มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

2.      มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

3.      เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวนับถึงวันเลือกตั้ง ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน

4.      ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
  มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อย กว่า 5 ปี นับถึงวัน
   สมัครรับเลือกตั้ง

           เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
   การศึกษา
เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง  ติดต่อกันไม่
  น้อยกว่า 5 ปี

  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.
1.       มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

2.       มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันที่ 1 ม.ค.ของปีที่มีการเลือกตั้ง
3.       มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
1.       เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
2.       อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
3.       ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
4.       วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

การเตรียมความพร้อมก่อนไปเลือกตั้ง ส.ส.

                
ตรวจสอบบัญชีรายชื่อ 
                 - 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน
                - 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน

หากชื่อตกหล่น ผู้มีสิทธิ/เจ้าบ้าน ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
 พบชื่อผู้ไม่มีสิทธิ เลือกตั้งอยู่ในบ้าน ผู้มีสิทธิ/เจ้าบ้าน ยื่นคำร้องขอถอนชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน

หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส.  

1.       บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ
2.       บัตร หรือหลักฐานที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ มีรูปถ่าย และมีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เช่น
-           บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
-           ใบขับขี่ 
-           หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.

 


ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง

              
 

 

 การลงคะแนนล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง
 
ผู้ที่อาศัยอยู่ตามทะเบียนบ้าน แต่ในวันเลือกตั้งต้องเดินทางออกนอกเขต ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งโดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียน
 
 
  การลงคะแนนล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง
  ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน หรือผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางของจังหวัดที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่ โดยยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น

การลงคะแนนล่วงหน้านอกราชอาณาจักร

        ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของแต่ละประเทศต้องขอลงทะเบียนไว้ก่อน

        ไปลงคะแนนล่วงหน้า ณ สถานทูต สถานกงสุล หรือที่เลือกตั้งกลางในประเทศนั้น

        เอกอัคราชทูตหรือกงสุลใหญ่ อาจจัดให้มีการลงคะแนนล่วงหน้าทางไปรษณีย์ ในกรณีที่มีผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศนั้นน้อยกว่า 500 คน หรือในกรณีที่การเดินทางไม่สะดวกหรือมีความจำเป็นอื่น

        เมื่อย้ายถิ่นที่อยู่กลับประเทศ อย่าลืมแจ้งขอเปลี่ยนการลงทะเบียนเพื่อกลับมาลงคะแนนที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิม

การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ได้
 
      
มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล

·         เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้

·         เดินทางออกนอกราชอาณาจักร

·         มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กม.

·         มีเหตุสุดวิสัยอื่นที่ กกต.กำหนดเช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ

การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
      • ยื่นหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิได้ที่นายทะเบียนอำเภอ / นายทะเบียนท้องถิ่น
      •  ยื่นด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
      • ต้องแจ้งเหตุภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

การเสียสิทธิทางการเมือง
 
 1. สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.

 2.สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ส. ส.ว.
   สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
 
 3. สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่

การเสียสิทธิ ๓ ประการจะได้กลับคืนมา เมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. 
สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ครั้งต่อไป  


การนับคะแนนและประกาศผล  
 
 เมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนในเวลา 15.00 น. ของวันเลือกตั้งแล้วจะนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว   เพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้งที่อาจเกิดจากการขนย้ายหีบบัตรให้การนับคะแนนเสร็จสิ้นและสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้รวดเร็วหลังจากนั้น กกต.เขต จะรวบรวมผลการนับคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งภายในเขต และประกาศผลรวมคะแนนของเขตและปิดประกาศไว้ในสถานที่ที่กำหนด พร้อมรายงานต่อ กกต.ประจำจังหวัด และรายงานต่อ กกต. เพื่อประกาศและรับรองผลการเลือกตั้ง

การคัดค้านการเลือกตั้ง


ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งยื่นคัดค้านต่อ  กกต. โดย
          ก่อนวันการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือภายใน 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งกรณีเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
          ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่าผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนดหรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง

คนดีที่ควรเลือกตั้งเป็น ส.ส.

        
มีประวัติการทำงานหรือผลงานที่ผ่านมาดีและเป็นที่ยอมรับ
         มีคุณธรรมและรู้จักเสียสละ
         เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาแก้ไขโดยเสนอเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
         เป็นแบบอย่างของการรู้จักรักษาประโยชน์ของส่วนรวมไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งเช่น แจกเงินหรือสิ่งของเพื่อให้ผู้ใดลงคะแนนให้ตนเองหรือไม่ลงคะแนนให้กับผู้สมัครอื่น หรือพรรคอื่นๆ

พรรคการเมืองที่ดี
        มีนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและมีแนวทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้
        
ระบบบริหารของพรรคยึดหลักการประชาธิปไตย
        
มีการรับความคิดเห็นของประชาชน
        
ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
        
เป็นพรรคที่รวมคนทุกกลุ่มในสังคมเป็นสมาชิกไม่ใช่ยึดติดเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ข้อห้ามกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

        
ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง
         ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใดเพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
         ห้ามส่งเสียงและห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น.ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
         ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
         ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปณ ที่เลือกตั้ง
         ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งโดยไปต้องเสียค่าโดยสาร
         ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
         ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้วด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆ
         ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
         ห้ามเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

 

 

 

 

 

 



 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 282
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 544,650