สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา
Office of Songkhla Province Election Commission


 
 
 
 

ข้อมูลพื้นฐาน

ตราสัญลักษณ์จังหวัดสงขลา : รูปหอยสังข์บนพานแว่นฟ้า

รูปหอยสังข์บนพานแว่นฟ้า หมายถึง รูปหอยสังข์ซึ่งยังคนหาหลักฐานของความหมายไม่แน่ชัด แต่บุคคลบางคนบอกที่มาของตราประจำจังหวัดนี้ว่า เดิมเคยเป็นตรากระดุมเสื้อฉลองพระองค์ของกรมหลวงสงขลานครินทร์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ต่อมากรมศิลปากรออกแบบตราสังข์ใช้เป็นเครื่องหมายตราจังหวัดสงขลา



จังหวัดสงขลา ใช้อักษรย่อว่า
ต้นไม้ประจำจังหวัดสงขลา
ชื่อวิทยาศาสตร์
ชื่อวงศ์
ชื่อสามัญ
ชื่อทางการค้า
ชื่อพื้นเมือง
สีประจำจังหวัดสงขลา
"สข"
ต้นสะเดาเทียม
Azadirachta excels (Jack)
Miliaceae
สะเดาเทียม
-
เทียม
สีเขียว


ประวัติความเป็นมา

          "สงขลา" ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยมาแต่สมัยโบราณ มีชุมชนโบราณและเมืองเก่าแก่ มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนบธรรมเนียมประเพณี และการละเล่นพื้นเมือง ศิลปะพื้นบ้าน เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
          สงขลาเพิ่งปรากฎเป็นครั้งแรกในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินทางเรือชาวอาหรับ-เปอร์เชีย ระหว่างปี พ.ศ.1993-2093 ในนามของเมืองซิงกูร์ หรือซิงกอร่า แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ของนายกิโลลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลา ว่า "เมืองสิงขร" จึงมีการสันนิษฐานว่า คำว่า สงขลา เพี้ยนมาจากชื่อ "สิงหลา" (อ่าน สิง-หะ-ลา) หรือสิงขร เหตุผลที่สงขลามีชื่อว่า สิงหลา แปลว่าเมืองสิงห์ โดยได้ชื่อนี้มาจากพ่อค้าชาวเปอร์เชีย อินเดีย แล่นเรือมาค้าขาย ได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว เมื่อมองแต่ไกล จะเห็นเป็นรูปสิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดียจึงเรียกเมืองนี้ว่า สิงหลา ส่วนไทยเรียกว่า เมืองสทิง เมื่อมลายูเข้ามาติดต่อค้าขายกับเมืองสทิง ก็เรียกว่า เมืองสิงหลา แต่ออกเสียงเพี้ยนเป็นสำเนียงฝรั่งคือ เป็นซิงกอร่า (Singora) ไทยเรียกตามเสียงมลายูและฝรั่งเศสเพี้ยนเป็นสงขลา อีกเหตุผลหนึ่งอ้างว่า สงขลาเพี้ยนมาจาก "สิงขร" แปลว่า ภูเขา โดยอ้างว่าเมืองสงขลาตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาแดง ต่อมาได้มีการพระราชทานนามเจ้าเมืองสงขลาว่า "วิเชียรคีรี" ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ
          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ว่า "สงขลา" เดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง-หะ-นะ-คะ-ระ) เสียงสระอะอยู่ท้าย มลายูไม่ชอบ จึงเปลี่ยนเป็นอา และชาวมลายูพูดลิ้นรัวเร็ว ตัดหะ และ นะ ออก คงเหลือ สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็นซิงกอรา
          สงขลา เป็นเมืองประวัติศาสตร์มีเรื่องราวสืบต่อกันตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการค้นพบหลักฐาน ได้แก่ ขวาน หิน ซึ่งเป็นเครื่องมือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่อำเภอสทิงพระ ประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมที่เมืองสทิงพระเจริญ เค บูรล์เบท ได้ให้ทัศนะว่า สทิงพระ คือศูนย์กลางของอาณาจักรเซี้ยะโท้หรือเซ็กโท เป็นแหล่งหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดียโดยตรงในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ศตวรรษ เพราะมีร่อยรอยทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ที่แสดงให้เห็นว่าเมืองสทิงพระเป็นศูนย์กลางการปกครองดินแดนรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลาในสมัยนั้น
          ในพุทธศตวรรษที่ 19 ชื่อเมืองสทิงพระเริ่มเลือนหายไปและเกิดชุมชนแห่งใหม่ใกล้เคียงขึ้นแทน เรียกว่า "เมืองพัทลุงที่พะโคะ" ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ต่อมาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-22 พวกโจรสลัดมลายูได้เข้าคุกคามบ่อย ๆ ทำให้เมืองพัทลุงที่พะโคะค่อย ๆ เสื่อม หลังจากนั้นเกิดชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น 2 แห่ง บริเวณรอบทะเลสาบสงขลา คือ บริเวณเขาแดงปากทะเลสาบสงขลา และได้กลายเป็นเมืองสงขลาริมเขาแดง และอีกแห่งที่บางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุงและกลายเป็นเมืองพัทลุง
          ระหว่างปี พ.ศ.2162-2223  เมืองสงขลาริมเขาแดงมีความเจริญด้านการค้าขายกับต่างประเทศ โดยมีเจ้าเมืองเชื้อสายมลายูอพยพมาจากอินโดนีเซีย พวกมลายูเหล่านี้ได้หลบหนีการค้าแบบผูกขาดของพวกดัทช์มาเป็นการค้าแบบเสรีที่สงขลา โดยมีอังกฤษเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในระยะแรกระหว่างปี พ.ศ.2162-2185 เจ้าเมืองสงขลาเป็นมุสลิม หลังจากนั้นในช่วงปี พ.ศ.2185-2223 เจ้าเมืองสงขลาเป็นกบฎไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดจึงถูกสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปราบปรามจนราบคาบ และถูกปล่อยให้ทรุดโทรม และตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง จนถึงช่วงปี พ.ศ.2242-2319 เมืองสงขลาไปตั้งขึ้นใหม่ที่บริเวณบ้านแหลมสน เรียกว่า เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ตั้งตัวเมืองสงขลาปัจจุบัน
          เมืองสงขลาได้พัฒนาเป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรีและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อ พ.ศ.2310 ประเทศสยามเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ได้เกิดก๊กต่าง ๆ ขึ้น เจ้าพระยานครซึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ตั้งนายวิเถีย ญาติมาเป็นเจ้าเมือง เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊กเจ้านครได้แต่งตั้งให้ จีนเหนี่ยง แซ่เฮ่า ซึ่งเป็นนายอากรรังนก เป็นเจ้าเมืองในปี พ.ศ.2318 ได้รับพระราชทินนามเป็น "หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ" (ต้นตระกูล ณ สงขลา) เชื้อสายของตระกูลนี้ได้ปกครองเมืองสงขลาติดต่อกันมาไม่ขาดสายถึง 8 คน (พ.ศ.2318-2444)
          จนกระทั่งปี พ.ศ.2379 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) โปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ก่อสร้างป้อมกำแพงเมือง ระหว่างที่ก่อสร้าง ตวนกู อาหมัดสะอัด ชักชวนหัวเมืองไทรบุรี ปัตตานี และหัวเมืองทั้ง 7 ยกมาตีสงขลา เมื่อปราบปรามขบถเรียบร้อยแล้ว จึงได้สร้างป้อมและกำแพงเมืองสงขลาจนเสร็จ และได้จัดให้มีการฝังหลักเมืองและได้ย้ายเมืองสงขลามายังฝั่งตะวันออกของแหลมสน "ตำบลบ่อยาง" คือ เขตเทศบาลนครสงขลาปัจจุบัน
          ครั้นถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการปฏิรูปการปกครอง ได้ทรงจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นและได้ส่งพระวิจิตรวรสาสน์ (ปั้น สุขุม) ลงมาเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา ในปี พ.ศ.2438 เป็นแห่งแรก และในปี พ.ศ.2439 จึงได้จัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.2439-2458) และเป็นที่ตั้งศาลาว่าการภาคใต้ (พ.ศ.2458-2468) นอกจากนี้เมืองสงขลาเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลและอุปราชภาคใต้ จนสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงปี พ.ศ.2475 ได้มีการยุบมณฑลและภาคเปลี่ยนเป็นจังหวัด สงขลาจึงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้จนถึงปัจจุบัน

สภาพทั่วไป

ที่ตั้งและอาณาเขต
          จังหวัดสงขลาตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างละติจูดที่ 6 17-7 56 เหนือ ลองจิจูด 100 01-101 06  ตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 4 เมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ตามเส้นทางรถไฟ 947 กิโลเมตร และทางหลวงแผ่นดิน 950 กิโลเมตร
จังหวัดสงขลา มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
     ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง
     ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย
     ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี รัฐเคดาห์ และรัฐเปอร์ลิสของประเทศมาเลเซีย

ขนาดพื้นที่
          จังหวัดสงขลามีพื้นที่ 7,765,323 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,854,249 ไร่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 27 ของประเทศ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของภาคใต้ รองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช

ลักษณะภูมิประเทศ
          ทางตอนเหนือเป็นคาบสมุทรแคบและยาวยื่นลงมาทางใต้เรียกว่า "คาบสมุทรสทิงพระ" กับส่วนที่เป็นแผ่นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางตอนใต้ แผ่นที่ทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันโดยสะพานติณสูลานนท์ พื้นที่ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ทิศตะวันออกเป็นที่ราบริมทะเล ทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญ

ลักษณะภูมิอากาศ
          จังหวัดสงขลาอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุมเมืองร้อน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกลางเดือนมกราคม เป็นช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีฤดูกาล 2 ฤดู คือ
     ฤดูร้อน  เริ่มตั้งแต่เดือนภุมภาพันธ์ ถึงเดือนมิถุนายน
     ฤดูฝน   เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  ถึงเดือนมกราคม

สภาพทางเศรษฐกิจ
          โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาขึ้นอยู่กับการผลิตในสาขาอุตสาหกรรม สาขาเกษตรกรรม สาขาขายส่ง-ขายปลีก และสาขาการประมงเป็นสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.79 , 19.35 , 10.41 และ 8.40 ตามลำดับ ทั้งนี้ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ยางพารา อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยางพารา และผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเล

สภาพทางสังคม

ประชากร
          ประชากรจังหวัดสงขลา ณ เดือน ธันวาคม พ.ศ.2552 จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,343,954 คน เพศชาย 656,113 คน คิดเป็นร้อยละ 48.82 และเพศหญิง 687,841 คน คิดเป็นร้อยละ 51.18 จำนวนครัวเรือน 421,168 ครัวเรือน

การนับถือศาสนา
          ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 64.71 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาร้อยละ 31.98 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 3.31 นับถือศาสนาอื่นๆ (ศาสนาคริสต์ ฮินดู)
          จังหวัดสงขลา มีวัด จำนวน 401 แห่ง ที่พักสงฆ์ จำนวน 95 แห่ง มัสยิด จำนวน 367 แห่ง โบสถ์คริสต์ จำนวน 16 แห่ง

การศึกษา
 - การศึกษานอกโรงเรียน
          มีสถานศึกษานอกระบบฯ 16 แห่ง ในพื้นที่ 16 อำเภอ มีห้องสมุดประชาชนอำเภอ 15 แห่ง ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติราชกุมารี อำเภอสิงหนคร 1 แห่ง และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จำนวน 125 แห่ง

 - การศึกษาโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน
          โรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดนในพื้นที่ 3 อำเภอ จังหวัดสงขลา มีทั้งหมด จำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย อำเภอสะบ้าย้อย จำนวน 2 แห่ง อำเภอนาทวี 2 แห่ง อำเภอสะเดา 4 แห่ง

 - การศึกษาพื้นฐานของรัฐ
          จังหวัดสงขลามีโรงเรียนในสังกัด สพท. ในจังหวัดทั้ง 3 เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 665 โรง แยกเป็นสังกัด สพท. จำนวน 526 โรง และสังกัดเอกชน เอกชนสามัญ จำนวน 139 โรง

 - อุดมศึกษา มหาวิทยาลัยการศึกษา
          จังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ที่เป็นของรัฐ จำนวน 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และเอกชน จำนวน 1 แห่ง คือ มหาวิยาลัยหาดใหญ่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปวส. ถึง ระดับปริญญาเอก

การสาธารณะสุข
จังหวัดสงขลามีสถานบริการสาธารณะสุขของภาครัฐและเอกชนดังนี้
     - สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณะสุข จำนวน 19 แห่ง
     - สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ สังกัดกระทรวงอื่น จำนวน 5 แห่ง
     - สถานบริการสาธารณสุขของเอกชน จำนวน 5 แห่ง
     - คลินิกเอกชน จำนวน 348 แห่ง

ประเพณีวัฒนธรรม
          จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ประชาชนมีการนับถือทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่นๆ จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นเมืองเก่าแก่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน จึงมีมรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ
          จิตรกรรมหรือภาพเขียน ที่โดดเด่น คือ งานจิตรกรรมในวัดต่างๆ เช่น ฝาผนังวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร เป็นภาพเขียนสีฝุ่น บนฝาผนังปูนเป็นงานช่างหลวงฝีมือสูงมาก จิตรกรรมฝาผนังวัดสุวรรณคีรี วัดโพธิ์ปฐมาวาส วัดจะทิ้งพระ วัดคูเต่า วัดพะโคะ
          สถาปัตยกรรม เป็นอุโบสถวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา พระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ วัดพะโคะ สถาปัตยกรรมจีน ได้แก่ อาคารที่พักอาศัย อาคารศาลเจ้า ฮวงซุ้ย สถาปัตยกรรมจีนในวัด
          งานช่างท้องถิ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านที่ปรากฏในงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์และมีความงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ได้แก่ หัตถกรรมกระจูดสะกอม หัตถกรรมทอผ้าเกาะยอ เครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อ กระเบื้องดินเผาสงขลา
          กีฬาพื้นบ้านทั้งเล่นเป็นทีมและบุคคล มีทั้งกีฬากลางแจ้งและในร่ม แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวใต้ เช่น หมากขุม ว่าว สะบ้า ราวเต้อ ลูกไสว บูสุ ไม้อี้ เป็นต้น

งานประเพณีที่สำคัญ
          เทศกาลสงกรานต์ จัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ จะเดินทางมาร่วมสนุกเล่นสงกรานต์กับชาวไทยเป็นจำนวนมากเป็นประจำทุกปี
          ประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน จัดขึ้นในช่วงวันแรม 1 ค่ำเดือนสิบเอ็ด ประเพณีนี้เริ่มด้วยการห่มผ้าพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน และตักบาตรเทโวบริเวณเชิงเขาตังกวน จากนั้นจะมีขบวนแห่เรือพระจากวัดต่างๆเป็นจำนวนมาก
          ประเพณีวันสารทหรือประเพณีชิงเปรต ชาวสงขลาถือปฏิบัติมาแต่โบราณ โดยเชื่อว่าช่วงแรม 1-15 ค่ำของเดือนสิบ วิญญาณของญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ยังไม่ไปเกิดจะได้รับการปลดปล่อยให้มาพบญาติ จะมีการทำบุญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

โครงสร้างพื้นฐาน
การคมนาคมขนส่ง
- ทางรถยนต์
          จังหวัดสงขลา มีเส้นทางคมนาคมทั้งทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด อำเภอ และประเทศเพื่อนบ้าน ทางหลวงแผ่นดินที่สำคัญ ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4 หมายเลข 42 และหมายเลข 43
- ทางรถไฟ
          จังหวัดสงขลา มีสถานีรถไฟ จำนวน 22 สถานี โดยเฉพาะสถานีรถไฟหาดใหญ่ เป็นชุมทางการขนส่งที่สำคัญของภาคใต้ มีขบวนรถไฟให้บริการแก่ผู้โดยสารหลายขบวน และมีการเดินรถระหว่างประเทสด้วย
- ทางน้ำ
          จังหวัดสงขลา มีท่าเรือน้ำลึกตั้งอยู่ที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร มีท่าเทียบเรือ 3 ท่า รองรับสินค้าได้กว่า 1.1 ล้านตันปี นอกจากนี้ยังมีท่าเทียบเรือประมง ท่าเทียบเรือของกองทัพเรือ และท่าเทียบเรือของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4
- ท่าอากาศ
          จังหวัดสงขลา มีสนามบินหาดใหญ่เป็นสนามบินนานาชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอคลองหอยโข่ง ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ระยะทาง 12 กิโลเมตร มีเที่ยวบินภายในประเทศและเที่ยวบินระหว่างประเทศทุกวัน และยังมีสนามบินสงขลา  ตั้งอย่ในเขตเทศบาลนครสงขลา อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ

การท่องเที่ยว
          จังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย เป็นเมืองสองทะเลและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว อีกทั้งจังหวัดสงขลามีชายแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย และมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก ทั้งทางรถยนต์และทางอากาศ ทำให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาเป็นจำนวนมาก
-แหล่งท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติที่สำคัญ
          1. หาดสมิหลา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา
          2. แหลมสนอ่อน ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบสงขลา
          3. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำสงขลา ตั้งอยู่บริเวณแหลมสนอ่อนและสวนสองทะเล
          4. หาดเก้าเส้ง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา
          5. หาดปากบางสะกอม ตั้งอยู่ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ ห่างจากตัวเมืองสงขลา 53 กิโลเมตร
          6. เขาน้อย เขาตังกวน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา
          7. สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นสถานที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม และพระประจำนครหาดใหญ่
          8. สวนสัตว์สงขลา ตั้งอยู่บริเวณเขารูปช้าง ห่างจากัวเมืองงขลา 10 กิโลเมตร
          9. อุทยานนกน้ำคูขุด ตั้งอยู่ที่อำเภอสทิงพระ ห่างจากตัวเมืองสงขลา 55 กิโลเมตร
         10. น้ำตกโตนงาช้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งตำเสา ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ 26 กิโลเมตร

-แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
          1. ตั้งอยู่อำเภอสทิงพระ (วัดพะโคะ) วัดราชประดิษฐาน อำเภอสทิงพระ ห่างจากตัวเมืองสงขลา 69 กิโลเมตร
          2. วัดพระเจดีย์งาม ตั้งอยู่อำเภอกระแสสินธู์ ห่างจากตัวเมืองสงขลา 70 กิโลเมตร
          3. วัดมัชฌิมาวาส ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา เป็นสถานที่เก็บวัตถุโบราณ ควรค่าแก่การศึกษา
          4. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา ตั้งอยู่ในเทศบาลนครสงขลา อาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน
          5. อุโมงค์ประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง ตั้งอยู่ในอำเภอนาวี เคยเป็นสถานที่ตั้งของค่ายโจรจีนคอมมิวนิสต์ในอดีต

- แหล่งท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรม
          1. สถาบันทักษิณคดีศึกษา ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา
          2. ชุมชนสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในการปั้นหม้อดินเผา
          3. เกาะยอ เป็นแหล่งหัตถกรรมทอผ้าพื้นเมืองที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
          4. ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม หมู่บ้านสะกอม อำเภอจะนะ ห่างจากตัวเมืองสงขลา 40 กิโลเมตร

 


         






























 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 281
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 544,649