สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร
Office of Province Election Commission of Mukdahan


 
 
กกต.กลาง
สนง.กกต.ทั่วประเทศ
ect intranet
ห้องสมุดอิเล็กทรอนิคส์
ห้องสมุดการเลือกตั้ง
แจ้งเบาะแสการเลือกตั้ง
ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์
เครื่องลงคะแนน
สถาบันพัฒนาการเมือง
สำนักวินิจฉัยคดี
สหกรณ์ออมทรัพย์องค์กรอิสระ
โครงการลูกเสืออาสา
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ตรวจสอบข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง
กองทุนพรรคการเมือง
ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย
ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
กรมอาเซียน
เว็บไซต์ จ.มุกดาหาร
 
 

กระบวนการเลือกตั้งท้องถิ่น

การเลือกตั้งท้องถิ่น

เมื่อ : 2011-01-05 16:13:35 อ่าน : 5288

การเลือกตั้งท้องถิ่น

ทำไม ? ต้องไปเลือกตั้งผู้แทนท้องถิ่น

            การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เป็นการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยประชาชน   เพื่อประชาชน

            แท้จริงแล้วประชาชนต้องปกครองกันเอง ออกกฎหมายเอง บริหารเองแต่เนื่องจากประชาชนมีจำนวนมากไม่สามารถหาสถานที่และเวลาในการประชุมหารือกันได้  จึงต้องมีการเลือกตั้งโดยมอบอำนาจให้บุคคลหรือคณะบุคคลไปทำหน้าที่แทนตน การมอบอำนาจหน้าที่หรือการเลือกตั้งแต่ละประเทศแตกต่างกันบางประเทศมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่ผู้ที่จะไปทำหน้าที่แทนตน แต่บางประเทศมอบอำนาจให้บางส่วน

      ดังนั้น การมอบอำนาจให้ใครก็ตามทำหน้าที่แทนเราจะต้องมอบด้วยความระมัดระวังเพราะผลกระทบจากการที่เราใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือใช้ไม่เกิดประสิทธิภาพจะส่งผลต่อตัวเรา ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่นและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่เราต้องไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ปกครองผลประโยชน์และดูแลทุกข์สุขของประชาชน                     

    
ผู้แทนในระดับท้องถิ่นมีใครบ้าง
ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละแห่งที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ

 

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ฝ่ายบริหาร

มีหน้าที่ออกกฎหมายท้องถิ่น และตรวจสอบการบริหารงานของท้องถิ่นได้แก่

1.สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.)

2.สมาชิกสภาเทศบาล(ส.ท.)

3.สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)

4.สมาชิกสภาเมืองพัทยา(ส.เมืองพัทยา)

5.สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)

มีหน้าที่ในการควบคุมและบริหารกิจการของท้องถิ่น ได้แก่

1. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.)

2.       นายกเทศมนตรี

3. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ.)

4. นายกเมืองพัทยา

5. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำคัญอย่างไร
?
 

      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การบริการแก่ประชาชนในด้านต่างๆ เช่น

-          ด้านการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี

-          ด้านสาธารณูปโภค

-          ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โรคติดต่อ

-          ส่งเสริมพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ

ผู้แทนท้องถิ่นที่ดีมีลักษณะอย่างไร ?

-          เป็นคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น รับรู้ปัญหาของท้องถิ่น

-          มีคุณธรรมและรู้จักเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว

-          มีการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ผิดกฎหมาย

-     เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาแก้ไขโดยเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และปฏิบัติได้จริง

-         เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  เพื่อร่วมกันพัฒนา

-         เป็นแบบอย่างของการรู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวม

-    มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตย

-    ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง เช่น แจกเงิน หรือสิ่งของ ฯลฯ

  

 

การเลือกตั้งทุกครั้ง อย่าเลือกคนทุจริต อย่าคิดขายเสียง

            เมื่อท่านมีโอกาสไปทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว    ไม่ควรเลือกผู้สมัครที่โกงการเลือกตั้งเป็นผู้แทนท้องถิ่นในทุกระดับ เพราะผู้สมัครที่โกงการเลือกตั้งโดยใช้เงินซื้อเสียงเพียงหัวละไม่กี่ร้อยบาท     เมื่อได้เข้าไปบริหารเงิน งบประมาณท้องถิ่นซึ่งมาจากภาษีของเราเองแล้วไปถอนทุนคืน     ทำให้พวกเราได้รับประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นไม่เต็มที่ เช่น ถนน สะพาน ใช้ได้ไม่นานก็ชำรุดเสียหาย                     

การทุจริตเลือกตั้ง ส่งผลเสียหายต่อท้องถิ่นอย่างไร ?

-          ท้องถิ่นสูญเสียงบประมาณซึ่งมาจากภาษีของพวกเราในการจัดการเลือกตั้งใหม่

-          ผู้แทนที่เลือกเข้าไปจะโกงเงินภาษี ทำให้ท้องถิ่นไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่

            ดังนั้น   เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน สิ่งของ    หรือมีการเรียกรับเงินหรือทรัพย์สินให้ช่วยกันแจ้งเบาะแสหรือรวบรวมหลักฐานการทุจริต   แจ้งต่อตำรวจในพื้นที่   คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด     คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (สายด่วน 1771 ทราบ)

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

ก่อนการเลือกตั้ง  เราจะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างไร

-          สนใจ แสวงหาติดตามข่าวสารทางการเมือง 

-          สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจประเด็นต่างๆ ในเรื่องการเลือกตั้ง

-          รวมกลุ่มผู้สนใจมีส่วนร่วมทางการเมือง

-                    รณรงค์เผยแพร่ให้พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้านให้มีความรู้และเห็นความสำคัญของการเมือง

-         สมัครเป็นอาสาสมัครหรือสมาชิกพรรคการเมืองหรืออาสาสมัครประชาธิปไตย

-          ตรวจรายชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของตนเองและครอบครัว

            ในระหว่างการเลือกตั้ง เราจะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เช่น

-       ติดตามการโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

-        สังเกตการณ์การทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง  เช่น เปิดหีบบัตรเลือกตั้งตรงเวลา หรือมีบัตรเลือกตั้งอยู่ในหีบบัตรเลือกตั้งก่อนเปิดหีบบัตรเลือกตั้งหรือไม่

-         เฝ้าติดตามการนับคะแนน ว่ากรรมการนับคะแนนมีการอ่านคะแนนถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ

            การมีส่วนร่วมทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

            แม้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปแล้ว เรายังสามารถตรวจสอบการทำงานของผู้แทนในระดับท้องถิ่นได้ ดังนี้

-                     มีส่วนร่วมในการบริหาร เช่น การเข้ารับฟังการประชุมของสภาท้องถิ่นหรือติดตามประกาศต่างๆของท้องถิ่น รวมทั้งให้ความคิดเห็นในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆของท้องถิ่น

-         มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เช่น    ติดตามและตรวจสอบการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นหรือการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาท้องถิ่น

-        การมีส่วนร่วมทางด้านกฎหมาย เช่น การเข้าชื่อเสนอร่างข้อบัญญัติ หรือแสดงความคิดเห็นเสนอแนะต่อสภาท้องถิ่น     

องค์การบริหารส่วนตำบล คืออะไร ?    

            องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จัดตั้งขึ้นมาจากสภาตำบลที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้จึงจะให้ยกฐานะเป็น อบต. มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการจัดตั้งก็คือ เพื่อดูแลทุกข์สุขและให้บริการประชาชน  ในหมู่บ้านและตำบลแทนรัฐบาลหรือส่วนกลางที่ไม่สามารถดูแลประชาชน   70,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง เช่น ในพื้นที่ห่างไกล อบต. สามารถช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วและป้องกันภัยได้ล่วงหน้าโดยการมีอุปกรณ์ป้องกันภัยหรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้นได้

 

  

หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล

        อบต. จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในหมู่บ้านและตำบลที่สำคัญ ดังนี้

           -    จัดให้มีน้ำเพื่อใช้และดื่มกิน รวมถึงการเกษตร

-          จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก

-                     จัดให้มีทางระบายน้ำและรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ

-          การกำจัดขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล

-                     ส่งเสริมการประกอบอาชีพของราษฎร และการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ

-                     การให้บริการประชาชนด้านอื่นๆ เช่น จัดให้สวนสาธารณะ สถานที่          พักผ่อน จัดเก็บขยะสงเคราะห์เด็กและคนชรา ส่งเสริมอาชีพ บำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

ผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล

        อบต. มีผู้แทน 2 ฝ่าย ได้แก่

1.สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล(ส.อบต.)  มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระการทำงาน 4 ปี จำนวน ส.อบต.แต่ละแห่งจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจำนวนหมู่บ้านที่มีอยู่ในตำบลคือ

             - อบต.ที่มีหมู่บ้านเดียว มี ส.อบต.                          ได้หมู่บ้านละ 6 คน

             - อบต.ที่มีเพียง 2 หมู่บ้าน มี ส.อบต.                      ได้หมู่บ้านละ 3 คน

             - อบต.ที่มีมากกว่า 2 หมู่บ้าน มี ส.อบต.                 ได้หมู่บ้านละ 2 คน

         2.  นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(นายก อบต.)      มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน   มี 1 คน มีวาระการทำงาน 4 ปี นายก อบต. สามารถแต่งตั้งรองนายก อบต.    ที่มิใช่ ส.อบต. ได้ 2 คน เพื่อช่วยบริหารงาน

หน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

- ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เรียกว่า ข้อบัญญัติ อบต. เช่น การใช้น้ำประปาหมู่บ้าน   การกำจัดขยะมูลฝอย

- ตรวจสอบ ควบคุมการบริหาร อบต.ของฝ่ายบริหาร คือ นายก อบต. และรองนายก อบต.      เช่น  ตรวจสอบทางการเงินในการรับและการใช้จ่ายงบประมาณของ อบต.  ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์

- ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาตำบลที่มาจากความต้องการของชุมชน เช่น การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียน การให้เงินยังชีพคนชรา

- ให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มาจากภาษีของประชาชน ทั้งภาษีทางตรงที่ อบต.จัดเก็บ เช่นภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือภาษีโดยอ้อม เช่น การซื้อสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนำเงินส่วนที่เป็นภาษีกลับคืนมาพัฒนาท้องถิ่น

หน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล

 - บริหารกิจการของ อบต.ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติและแผนพัฒนาตำบล

 - จัดทำแผนพัฒนาตำบลและงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติม เสนอสภา อบต.

- รายงานผลการปฏิบัติงาน และการใช้จ่ายเงินต่อสภา อบต.

- เป็นหัวหน้าผู้บริหารสูงสุดของพนักงาน อบต.

- เป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลนำมาปฏิบัติ

วิธีการเลือกตั้ง

   การเลือกตั้ง ส.อบต. ใช้หมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกลงคะแนนให้ผู้สมัครได้เท่าจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น ดังนี้

         - อบต.ที่มีหมู่บ้านเดียว เลือกผู้สมัคร ส.อบต.         ได้ 6 คน

         - อบต.ที่มีเพียง 2 หมู่บ้าน เลือกผู้สมัคร ส.อบต.     ได้ 3 คน

         - อบต.ที่มีมากกว่า 2 หมู่บ้าน เลือกผู้สมัคร ส.อบต. ได้ 2 คน

   การเลือกตั้ง นายก อบต.  ใช้เขต อบต.เป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัคร นายก อบต. ได้ 1 คน

                                                   

  

เทศบาล คืออะไร ?

      เทศบาล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง แบ่งออกได้เป็น  3  ประเภท  คือ เทศบาลตำบล   เทศบาลเมือง  และเทศบาลนคร โดยแบ่งประเภทดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในท้องถิ่น ความเจริญทางเศรษฐกิจหรือรายได้ของท้องถิ่น

หน้าที่ของเทศบาล

      เทศบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และกฎหมายอื่น เช่น กฎหมาย       ผังเมือง เป็นต้น

อำนาจหน้าที่ของเทศบาลที่สำคัญ

               1. การรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น จัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิง  จัดเวรยามตรวจความเรียบร้อยเวลากลางคืน

              2. การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ การให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม   การป้องกัน  และระงับโรคติดต่อ ควบคุมสุขลักษณะและอนามัยในร้านจำหน่ายอาหาร โรงมหรสพ และสถานบริการอื่นๆ และส่งเสริมการท่องเที่ยว

           3.การให้บริการแก่ประชาชนด้านอื่นๆ จัดให้มีตลาด ท่าเทียบเรือ ถนน สุสาน ทางเดินและที่สาธารณะ แสงสว่าง จัดเก็บขยะ สงเคราะห์แม่ และเด็ก สถานพยาบาล การวางผังเมืองและควบคุมก่อสร้าง รวมถึงปรับปรุงแหล่งเสื่อมโทรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น

ผู้แทนของเทศบาล มีใครบ้าง ?

            สมาชิกสภาเทศบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระการทำงาน 4 ปี    จำนวนสมาชิกสภาเทศบาลจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของเทศบาล คือ เทศบาลตำบลมีสมาชิกได้ 12 คน  เทศบาลเมือง มีสมาชิกได้ 18 คน และเทศบาลนคร มีจำนวนสมาชิก ได้ 24 คน

หน้าที่ของสมาชิกสภาเทศบาล มีอะไรบ้าง ?

       1. ออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่เรียกว่า  เทศบัญญัติ  เช่น การกำจัดขยะ การจัดเก็บขยะ  การบำบัด  น้ำเสีย    ดูแลสุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพ การกินดีอยู่ดีของประชาชนในเขตท้องถิ่นเทศบาล ฯลฯ

     2. ตรวจสอบ ควบคุมการบริหารเทศบาลของฝ่ายบริหาร คือ นายกเทศมนตรี เช่น ตรวจสอบการใช้เงินในโครงการต่างๆ

       3. ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาเทศบาล  และงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งภาษีทางตรงที่เทศบาลจัดเก็บ เช่น ภาษีป้าย  ภาษีบำรุงท้องถิ่น หรือภาษีโดยอ้อม เช่น การซื้อสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนำเงินส่วนที่เป็นภาษีกลับคืนมาพัฒนาท้องถิ่น

 

หน้าที่ของนายกเทศมนตรี มีอะไรบ้าง ?

     1. ควบคุมและรับผิดชอบการบริหารงานของเทศบาล ตลอดจนปฏิบัติงานตามที่ได้แถลงไว้กับสภาเทศบาล

     2. มีอำนาจเปรียบเทียบปรับเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายของท้องถิ่น     เช่น มีผู้ทิ้งซากสัตว์เน่าเหม็นในทางสาธารณะ มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

    3.มีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เช่น ส่งเสริมอาชีพการเกษตร    ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบสาธารณภัย หรือป้องกันโรคระบาด เป็นต้น

วิธีการเลือกตั้ง

       การเลือกตั้งเทศบาล มี 2 แบบ คือ  เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัครได้เท่าจำนวนสมาชิกสภาเทศบาล หรือนายกเทศมนตรี ที่พึงมีในเขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล

       กฎหมาย กำหนดให้แบ่งเขตเทศบาล เป็นเขตเลือกตั้ง ดังนี้

1. สมาชิกสภาเทศบาลตำบล แบ่งเป็น 2 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกสภา
    เทศบาล   เขตเลือกตั้งละ 6 คน รวม 12 คน

2.  สมาชิกสภาเทศบาลเมือง แบ่งเป็น 3 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกสภาเทศบาลเขตเลือกตั้งละ 6 คน รวม 18 คน

3.       สมาชิกสภาเทศบาลนคร  แบ่งเป็น 4 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกสภาเทศบาลเขตเลือกตั้งละ 6 คน รวม 24 คน

 

 

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี

      กฎหมาย กำหนดให้ใช้เขตเทศบาลตำบล  เทศบาลเมือง  หรือเทศบาลนคร แล้วแต่กรณีเป็นเขตเลือกตั้งแต่ละแห่งมีนายก ฯ ได้ 1 คน

บัตรเลือกตั้ง

      บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และบัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรี  จะมีสีที่แตกต่างกันแต่มีช่องทำเครื่องหมายลงคะแนน(x)ไม่เหมือนกัน           

                                                    

องค์การบริหารส่วนจังหวัด คืออะไร ?

องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีจังหวัดละ 1 แห่ง ยกเว้น กทม. มีเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมเขตจังหวัด  มีงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นแห่งละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดย อบจ.บางแห่งได้รับงบประมาณถึง 400 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ในขณะที่ท้องถิ่นอื่น เช่น อบจ.บางแห่ง  มีงบประมาณไม่ถึง 5 ล้านบาท      

หน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

       อบจ.จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารกิจการในเขตจังหวัดและช่วยพัฒนางานของเทศบาล และ อบต.โดยประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อไม่ให้งานซ้ำซ้อน และจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นนำไปดำเนินการต่างๆ เช่น จัดสร้างระบบสาธารณูปโภคที่เทศบาลและ อบต.ไม่สามารถทำได้เนื่องจากขาดงบประมาณ เช่น จัดให้มีท่อบำบัดน้ำเสีย ประปาหมู่บ้าน จัดทำโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายองค์กร เช่น ก่อสร้างถนนสายหลักผ่านเทศบาล และ อบต.

อบจ. มีหน้าที่ในการดำเนินกิจการภายในเขต อบจ. ดังนี้

       - จัดทำแผนพัฒนาและประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด การส่งเสริมอาชีพ ความเป็นอยู่ของประชาชน การกินดีอยู่ดี

        - สนับสนุนโครงการของส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงการประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

         - คุ้มครอง ดูแล บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงศิลปะ วัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่น เป็นต้น

ผู้แทนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด

       1. สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระการทำงาน 4 ปี จำนวน ส.อบจ.แต่ละแห่งจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของจังหวัดนั้นๆ เป็นเกณฑ์

       2. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีวาระการทำงาน 4 ปี และนายก อบจ.สามารถแต่งตั้งรองนายก ซึ่งมิใช่ ส.อบจ. เพื่อช่วยบริหารงานโดยใช้เกณฑ์จำนวน ส.อบจ. ดังนี้

 

ประชากร

สมาชิก อบจ.

นายก อบจ.

รองนายก อบจ.

ไม่เกิน  500,000  คน

24

1

2

เกิน 500,000 แต่ไม่เกิน 1,000,000

30

1

2

เกิน 1,000,000 แต่ไม่เกิน 1,500,000

36

1

3

เกิน 1,500,000 แต่ไม่เกิน 2,000,000

42

1

3

เกิน 2,000,000

48

1

4

 

หน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

            - ออกขอบัญญัติท้องถิ่นที่เรียกว่า ข้อบัญญัติ อบจ. เช่นการจัดเก็บภาษีน้ำมัน และยาสูบ สุขอนามัยของประชาชน ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของท้องถิ่น ฯลฯ

            - ตรวจสอบ ควบคุมการบริหาร อบจ.ของฝ่ายบริหาร คือ นายก อบจ. และรองนายก อบจ.

เช่น ตรวจสอบการใช้เงินในโครงการต่าง ๆ

            - ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัดโดยรวมจากแผนของทั้งเทศบาล และ อบต.เช่นการพัฒนาถนน

           - ให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งมาจากภาษีของประชาชนทั้งภาษีโดยตรงที่ อบจ. จัดเก็บ เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีโดยอ้อม เช่น การซื้อสินค้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันโดยนำเงินส่วนที่เป็นภาษีกลับคืนมาพัฒนาท้องถิ่น

หน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

            - บริหารกิจการของ อบจ.ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ อบจ. และแผนพัฒนาจังหวัดตลอดจนปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้กับสภาจังหวัด

            - จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อเสนอสภา อบจ.

            - รายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินต่อสภา อบจ.

วิธีการเลือกตั้ง

            มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งการเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. ซึ่งจะมีการรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มีสีแตกต่างกันและแยกหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งใบละ 1 หีบบัตรเลือกตั้ง ดังนี้

ตรวจลำดับที่ของตัวเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

                การเลือกตั้งนายก อบจ. ใช้เขตพื้นที่จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกผู้สมัคร นายก อบจ.ได้ 1 คน

                การเลือกตั้ง  ส.อบจ.  ใช้เขตอำเภอ กิ่งอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง หากอำเภอใดมี ส.อบจ. มากกว่า 1 คน  จะแบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวน ส.อบจ. ที่พึงมีในอำเภอนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือก ส.อบจ. ได้ 1 คน

 คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

            1. ผู้มีสัญชาติไทย ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

              2. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง

             3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า  1  ปี  นับถึงวันเลือกตั้ง

            4. ผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปยังเขตเลือกตั้งหนึ่งภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันไม่ถึง 1 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง สามารถไปลงคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี

 

การเตรียมตัวก่อนไปเลือกตั้ง

ขั้นตอนที่ 1  ตรวจสอบชื่อ นามสกุล และที่เลือกตั้ง

                 - ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรไปตรวจสอบรายชื่อของตนในประกาศ ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอ สำนักงานเทศบาลหรือที่ชุมชน เพื่อตรวจสอบชื่อ นามสกุล และที่เลือกตั้งว่าเราจะต้องไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งใด

                 - ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 15 วัน ตรวจสอบชื่อ นามสกุล  และที่เลือกตั้ง  ได้จากเอกสารที่แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ส.ถ./ผ.ถ.10)  ซึ่งส่งถึงเจ้าบ้านเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หากไม่ถูกต้องให้ดำเนินการตาม  ขั้นตอนที่ 2

ขั้นตอนที่ 2  การเพิ่มชื่อ ถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

                 - ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน      ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้าน  ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้   ณ สำนักทะเบียนอำเภอ  สำนักงานเทศบาล พร้อมนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน  และบัตรประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นที่ทางราชการออกให้ไปแสดงด้วย

ขั้นตอนที่ 3  การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

               ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 วัน เจ้าบ้านหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายแจ้งเหตุที่ไปเลือกตั้งไม่ได้ ไปใช้สิทธิเลือกตั ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอ    สำนักงานเทศบาล   หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถิ่น   นายทะเบียนท้องถิ่น(ปลัดเทศบาล) หรือจะแจ้งภายใน7วันนับแต่วันเลือกตั้ง                          

หลักฐานที่ใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง

               ก่อนไปลงคะแนนเลือกตั้ง ขอให้เตรียมความพร้อมโดยนำหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง   เพื่อใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ดังนี้

                1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุก็ใช้ได้

                2. บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ

                3. ใบอนุญาตขับรถที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกที่มีหมายเลขประจำตัวประชาชนและ รูปถ่าย

                4. หนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศที่มีหมายเลข         ประจำตัวปรชาชนและ รูปถ่าย

 

 ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง

                          1. ตรวจลำดับที่ของตัวเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

                                2. ยื่นบัตรประชาชน และลงลายมือชื่อ(หรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวา) ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

                                3. เขียนชื่อและนามสกุล หรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง พร้อมรับบัตรเลือกตั้ง 2ใบ กรณีที่มีการเลือกตั้งพร้อมกัน คือ บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภา(อบจ.,อบต.,ทต.,ทม.)  และบัตรเลือกตั้งนายก (นายก อบจ. ,นายกอบต.,นายกเทศมนตรีตำบล,นายกเทศมนตรีเมือง,นายกเทศมนตรีนคร )

                        4. เข้าคูหาเพื่อทำเครื่องหมายกากบาท(x) เลือกผู้สมัครใน ช่องทำเครื่องหมาย   หากไม่ต้องการเลือกผู้สมัครใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ใน ช่องไม่ลงคะแนน

                        5. พับบัตรเลือกตั้งให้เรียบร้อย และหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง

 

 

*********************

 



 
 



 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 358
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 208,050