สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครสวรรค์
Office of Province Election Commission nakhonsawan


 
 
จังหวัดนครสวรรค์
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง
ราชกิจจานุเบกษา
เครื่องลงคะแนนเลือกตั้ง
ห้องสมุดฯ กกต.นครสวรรค์
ห้องสมุดกฎหมาย
ตรวจสอบการเสียสิทธิเลือกตั้ง
ตรวจสอบสมาชิกพรรค
เว็ปไซต์ กกต.จังหวัด
 
 

คำวินิจฉัย และคำสั่งศาล

วิธีพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์

เมื่อ : 2012-01-24 16:15:47 อ่าน : 3562
วิธีพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์
                 นับแต่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นต้นมา กรณีหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไปแล้ว หากมีการสืบสวนสอบสวนและปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้โดยลำพังเหมือนดังเช่นในอดีต  โดยหากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือควรเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้สมัครผู้ใด (หมายถึงผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งด้วย) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา  ทั้งนี้ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๓๙                     
                 มาตรา ๒๑๙ วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนี้ วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว”  และ
                  มาตรา ๒๓๙ บัญญัติว่า  “ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็น   ที่สุด
                  ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด   ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่  ในเขตเลือกตั้งใด หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภา   ผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง
                   ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหน้าที่ต่อไป  ไม่ได้ มิให้นับบุคคลดังกล่าวเข้าในจำนวนรวมของสมาชิกเท่าที่  มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี
                   ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม  มาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นด้วยโดยอนุโลม โดยการยื่นคำร้องต่อศาลตามวรรคสองให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์และให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด”
            จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาคดี ดังนี้
 -   กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ  
                 การเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้ยื่นคำ 
                 ร้องต่อศาลฎีกา
 -   กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหาร
     ท้องถิ่น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์
             สำหรับการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้งนั้น ปัจจุบัน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ออกระเบียบกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการยื่นคำร้องและการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ไว้ จำนวน ๒ ฉบับ คือ
      ๑. ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐
      . ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๐
             กระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์  มีขั้นตอนดังนี้
      รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑๙ และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าว กำหนดให้ศาลใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง  ส่วนวิธีพิจารณาใดซึ่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ซึ่งกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ตามระเบียบทั้ง ๒ ฉบับ มีขั้นตอนเหมือนกันโดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
               ๑. การยื่นคำร้อง
                    คณะกรรมการเลือกตั้งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีเป็นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ กรณีเป็นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
                     คำร้องที่จะยื่นต่อศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ ต้องทำเป็นหนังสือใช้ถ้อยคำสุภาพและมีรายการดังต่อไปนี้  (๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง  (๒) ระบุเรื่องอันเป็นเหตุให้ใช้สิทธิ  ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนโดยชัดแจ้ง และมาตราของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุในคำร้อง (๓) คำขอที่ระบุความประสงค์จะให้ศาลดำเนินการอย่างใด   (๔) ลายมือชื่อผู้ร้อง แต่ในกรณีที่เป็นการทำและยื่นหรือส่งคำร้องแทนผู้อื่นต้องแนบใบมอบฉันทะให้กระทำการดังกล่าวมาด้วย และคำร้องต้องยื่นพร้อมสำเนาคำร้องและเอกสารประกอบโดยมีข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันเท่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหาตามคำร้อง และอีกจำนวนห้าชุดต่อศาล  ส่วนผู้คัดค้านเมื่อได้รับสำเนาคำร้องจากศาล มีหน้าที่ต้องทำคำคัดค้านยื่นต่อศาล ซึ่งการทำคำคัดค้านของผู้คัดค้านก็ต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการต่างๆเช่นเดียวกับคำร้อง­­­­­­­­­­­­­­­­­­­­
             การยื่นคำร้องและการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งที่ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มอบอำนาจให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ และประธานกรรมการการเลือกตั้งได้มอบอำนาจช่วงให้ผู้อำนวยการสำนักวินิจฉัยและคดี ผู้อำนวยการฝ่าย และนิติกร เป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเลือกตั้งในศาล ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑๒๐/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ เรื่อง มอบอำนาจให้ทำการแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๒๗๕/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เรื่อง มอบอำนาจให้ทำการแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง
               ๒. การตรวจและสั่งคำร้อง
             เมื่อศาลได้รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ศาลจะตรวจและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องภายใน ๓ วัน นับแต่วันรับคำร้อง (ทางธุรการ) เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยศาลจะดำเนินการดังนี้
              ๒.๑ ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้ถูกกล่าวหา (ผู้คัดค้าน) หรือมีคำสั่งแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับสำเนาคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
                      ๒.๒ กรณีผู้ถูกกล่าวหาได้รับสำเนาคำร้อง และยื่นคำคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่ยื่นคำคัดค้านภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับคำร้องหรือไม่มารับสำเนาคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร็ว
              ๒.๓  แจ้งการรับคำร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา หรือสภาท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่
       ๓. การพิจารณาคดี
              การพิจารณาคดีเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่การตรวจพยานหลักฐาน การสืบพยานหลักฐานรวมทั้งกระบวนการพิจารณาใดๆ ของศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ศาลจะดำเนินการดังนี้                  
              ๓.๑  การตรวจพยานหลักฐาน ปกติการพิจาณาคดีเลือกตั้ง ศาลจะกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานก่อนวันนัดพิจารณาเสมอ โดยศาลจะสอบถามผู้ร้องและผู้คัดค้านและบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่คู่ความขอให้มีการไต่สวน หรือที่คู่ความไม่โต้แย้งพยานหลักฐานใดๆไว้ ตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านระบุในบัญชีระบุพยานและคำแถลง กรณีผู้ร้องหรือผู้คัดค้านจะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานตามบัญชีระบุพยาน ต้องแถลงขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานในวันตรวจพยานหลักฐาน เพื่อให้พยานมาเบิกความเป็นพยานในวันที่ศาลนัดสืบพยาน ถ้าผู้ร้องไม่มาในวันตรวจพยานหลักฐาน ศาลจะสั่งจำหน่ายคดี  แต่ถ้าผู้คัดค้านไม่มาศาลในวันตรวจพยานหลักฐานศาลจะพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว
              ๓.๒ การทำบันทึกคำพยานส่งศาลล่วงหน้า พยานบุคคลที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านอ้างและศาลอนุมัติให้พยานดังกล่าวมาเบิกความต่อศาล ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านให้เสนอบันทึกคำพยานตามประเด็นที่ศาลกำหนด หรือที่คู่ความฝ่ายที่ร้องขอกำหนดและศาลอนุญาตโดยคู่ความจะต้องส่งต้นฉบับบันทึกคำพยาน หรือความเห็นต่อศาลและสำเนาแก่คู่ความฝ่ายอื่นทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วัน  ก่อนวันสืบพยานบุคคลนั้น ซึ่งบันทึกคำพยานต้องมีรายการดังต่อไปนี้  (๑) ชื่อศาลและเลขคดี   (๒) วัน เดือน ปี และสถานที่ที่ทำบันทึกคำพยาน (๓) ชื่อและชื่อสกุลของคู่ความ   (๔) ชื่อ ชื่อสกุล อายุ ที่อยู่ อาชีพและความเกี่ยวพันกับคู่ความของผู้ให้ถ้อยคำ  (๕) รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริง และหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำ  (๖) ลายมือชื่อผู้ให้ถ้อยคำ ซึ่งในวันนัดสืบพยาน พยานผู้ให้ถ้อยคำดังกล่าวที่เสนอบันทึกคำพยานส่งให้ศาลล่วงหน้า ต้องมาเบิกความตอบข้อซักถามของคู่ความ ถ้าพยานดังกล่าวไม่มาศาล หรือมาศาลแต่ไม่ยอมตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของคู่ความ ศาลจะปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกคำพยานของพยานผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี เว้นแต่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะรับฟังบันทึกคำพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นนั้นก็ได้
              การทำบันทึกคำพยานหรือความเห็นส่งศาลล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วัน ก่อนวันสืบพยานดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ กล่าวคือถ้าไม่ส่งบันทึกคำพยานต่อศาลล่วงหน้า แม้พยานมาศาลในวันสืบพยาน ศาลก็จะไม่อนุญาตให้นำพยานเข้าเบิกความ หรือแม้พยานส่งบันทึกคำพยานล่วงหน้า แต่เมื่อถึงวันสืบพยาน พยานไม่มาศาลหรือมาศาลแต่ไม่ยอมตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของคู่ความ ศาลจะปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกคำพยานผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี  เว้นแต่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจะรับฟังบันทึกคำพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นนั้นก็ได้   ในทางปฏิบัตินิติกรผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ประสานและนัดหมายให้พยานมาเบิกความตามหมายเรียกพยาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่พัก และค่าเบี้ยเลี้ยงให้พยาน
            ๓.๓ การทำบันทึกคำพยานให้ส่งศาลล่วงหน้าและพยานไม่ต้องมาเบิกความ ศาลอาจกำหนดให้พยานบุคลเสนอบันทึกคำพยานหรือความเห็นต่อศาลตามประเด็นแทนการมาเบิกความ โดยพยานไม่ต้องมาศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล ซึ่งต่างจากข้อ ๓.๒ ที่ตัวพยานต้องมาศาล เมื่อศาลได้รับบันทึกคำพยานดังกล่าว ศาลจะส่งสำเนาบันทึกคำพยานดังกล่าวให้คู่ความทราบ หรือแจ้งให้มารับสำเนาบันทึกคำพยานภายในระยะเวลาที่กำหนด หากคู่ความติดใจคัดค้านข้อเท็จจริงในบันทึกคำพยานก็ต้องทำคำคัดค้านเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน ๓ วัน   นับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกคำพยานดังกล่าว  ซึ่งบันทึกคำพยานมีรายการเช่นเดียวกับข้อ ๓.๒
                     การบันทึกคำพยานหรือความเห็นส่งศาลโดยพยานไม่ต้องมาศาลดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเลือกตั้ง โดยเฉพาะตัวพยาน เนื่องจากตัวพยานในคดีเลือกตั้งส่วนใหญ่ต้องการร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ในการไปแจ้งเหตุการณ์กระทำผิดกกฎหมายเลือกตั้งแต่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยพยานที่มาเบิกความต่อหน้าผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาหรือนายกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มักจะไม่กล้าเบิกความตามที่เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน เพราะพยานถูกข่มขู่ คุกคาม อีกทั้งพยานส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดและไม่สะดวกในการที่จะต้องเดินทางมาเบิกความต่อศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ , ภาค ๓ , ภาค ๔ , ภาค ๖ , ภาค ๗ , ภาค ๘ และภาค ๙ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมาก ปัจจุบันนี้ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ บางองค์คณะใช้วิธีให้พยานบุคคลเสนอบันทึกคำพยานต่อศาลแทนคำเบิกความโดยพยานไม่ต้องมาศาล  แต่ศาลอุทธรณ์ภาคส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีให้พยานต้องมาเบิกความต่อศาล
                    ๓.๔  การสืบพยาน ศาลจะสืบพยานหลักฐานต่อเนื่องติดต่อกันไปทุกวันทำการจนกระทั่งเสร็จการพิจารณา โดยสืบพยานหลักฐานของผู้ร้องก่อน เสร็จแล้วจึงสืบพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ซึ่งในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่ผู้ร้องอ้าง   ผู้คัดค้านอ้าง หรือพยานที่ศาลเรียกมาเอง ศาลจะเป็นผู้ซักถามพยานในประเด็นต่างๆ ให้ได้ความครบถ้วน เว้นแต่กรณีที่ศาลมีความเห็นว่ามีความจำเป็น ศาลอาจอนุญาตให้ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านซักถามได้ และผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสามารถใช้คำถามนำในการถามพยานได้  ในทางปฏิบัติแล้ว นิติกรซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ถามพยาน  ส่วนผู้คัดค้านมีทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านเป็นผู้ถามพยาน ปกติการสืบพยานหลักฐานในคดีเลือกตั้งจะใช้เวลาไม่เกิน ๒ วันทำการก็จะแล้วเสร็จ                       
                    ๓.๕ การสืบพยานบุคคลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยระบบการประชุมทางวีดีทัศน์  เมื่อผู้ร้องหรือผู้คัดค้านมีคำขอและอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน หรือทั้งสองฝ่ายมีคำขอและศาลเห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสืบพยานบุคคลหรือดำเนินกระบวนพิจารณา โดยระบบการประชุมทางวีดีทัศน์ได้ โดยผู้ขอเป็นผู้ดำเนินการเพื่อจัดให้มีการสืบพยาน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยระบบดังกล่าวและเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
                   ๔. การทำแถลงการณ์ปิดคดี
                      เมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณา ถ้าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีต้องทำคำแถลงการณ์เป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน ๕ วัน นับแต่วันเสร็จสิ้นการพิจารณา มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจแถลงการณ์ปิดคดี  การทำคำแถลงการณ์ปิดคดี เป็น
การที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านสรุปข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหาข้อต่อสู้ของฝ่ายตน รวมทั้งพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายของตน เพื่อบรรยายให้ศาลพิจารณาว่าการกระทำของผู้คัดค้านผิดหรือไม่อย่างไร มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ซึ่งปกติทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านจะทำ คำแถลงการณ์ปิดคดี โดยเฉพาะคดีเลือกตั้งที่มีหลายข้อกล่าวหา และมีพยานหลักฐานมาก
               ๕. การทำคำสั่งศาล
                     คำสั่งศาลต้องทำเป็นหนังสือ และอย่างน้อยต้องกล่าวหรือแสดง  (๑) ชื่อผู้ร้องและผู้คัดค้าน     (๒) ใจความแห่งคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผล  (๓) ลายมือชื่อองค์คณะผู้พิพากษาที่ทำคำสั่ง โดยศาลจะอ่านคำสั่งให้คู่ความฟังและปิดคำสั่งไว้หน้าศาลเพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน และคำสั่งศาลมีผลทันที
                ๖. การแจ้งคำสั่งศาล
                     ๖.๑ กรณีศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ศาลจะแจ้งคำสั่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาแล้วแต่กรณี และนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว
                     ๖.๒ กรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใหม่  หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใด ศาลจะแจ้งคำสั่งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเร็ว
                         กรณีศาลมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามข้อ ๖.๑ หรือข้อ ๖.๒ ผู้คัดค้านยังสามารถสมัครรับเลือกตั้งได้และอาจได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีกครั้ง  ส่วนกรณีศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามข้อ ๖.๑ หรือข้อ ๖.๒ ผู้คัดค้านจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาหนึ่งปี และไม่อาจสมัครรับเลือกตั้งอีกจนกว่าจะครบหนึ่งปีตามคำสั่งศาล แต่ถ้าศาลมีคำสั่งยกคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้คัดค้านที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ศาลแจ้งคำสั่งรับคำร้องจะกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๙ วรรคสอง และวรรคท้าย
                ๗. ค่าฤชาธรรมเนียม
                      การดำเนินการทางศาลตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๕๐ ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม
 
 


 
 



 
 


ผู้เยี่ยมชมวันนี้ 34
ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด 215,515